ทะเลไทยทั้งทางฝั่งอ่าวไทยและฟากทะเลอันดามัน ตั้งแต่บริเวณหาดทรายไปจนถึงเวิ้งทะเลกว้างไกล หมู่เกาะอีกมากมาย และแนวปะการังแห่งสรรพชีวิต เป็นความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสภาพแวดล้อมอีกรูปแบบ ที่เราเรียกโดยรวมได้ว่าเป็นระบบนิเวศทางทะเล เป็นระบบและความสัมพันธ์ที่มีความสลับซับซ้อนไม่น้อยไปกว่าระบบนิเวศป่าไม้บนบก

          หากเรามองผืนน้ำทะเลไทยด้วยสายตาของนก เราจะเห็นความสัมพันธ์ที่ว่าภายใต้ระบบนิเวศทางทะเลที่ยิ่งใหญ่ ลงไปจนถึงระบบนิเวศเฉพาะพื้นที่ เช่น ระบบนิเวศเกาะ ระบบนิเวศหาดทราย ระบบนิเวศแนวปะการัง เป็นต้น ภายใต้ความสัมพันธ์ระดับย่อยนี้ ปรากฏเป็นรูปแบบการดำเนินชีวิตของสิ่งมีชีวิตหลากหลายที่น่าสนใจ ที่ดำรงอยู่ภายใต้กฎ ข้อจำกัด และการเอื้ออำนวยสภาพแวดล้อมในพื้นที่นั้นๆ  

นิเวศบนโขดหิน

          บริเวณปลายแหลมสองด้านของเวิ้งอ่าวมักเป็นโขดหินใหญ่ที่ร้อนระอุและแหลมคม ที่นี่เป็นระบบนิเวศที่ต่อเนื่องมาจากหาดทราย เนื่องจากมรสภาพโล่ง ไม่มีต้นไม้ปกคลุม และหินยังเก็บความร้อนได้ดี บริเวณโขดหิน จึงมีอุณหภูมิสูงในตอนกลางวัน และจะเปลี่ยนเป็นเย็นจัดในเวลากลางคืน เพราะหินคายความร้อนได้เร็ว สิ่งมีชีวิตเลือกที่นี่เป็นแหล่งอาศัย และปรับตัวเพื่อให้อยู่รอดได้ภายใต้สภาพแวดล้อมระดับย่อยที่โหดร้าย สิ่งมีชีวิตเหล่านี้ ได้แก่ เพรียง หอยฝาเดียว ปูแสมหิน เป็นต้น ทุกชีวิตบนโขดหินล้วนมีขนาดเล็ก มีโครงสร้างแข็งห่อหุ้มร่างกายที่อ่อนนุ่มภายใน เพื่อลดการสูญเสียความขาดน้ำ และมีความสามารถซอกซอนไปได้ในซอกหลืบในระดับที่น้ำท่วมถึง นกบางชนิด เช่น นกพลิกหิน ได้พัฒนาจะงอยปากที่สั้น แข็งแรง เพื่อช่วยพลิกก้อนหิน จับแมลงและสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ใต้โขดหินกิน นกยางทะเลใช้จะงอยปากแหลมและคอที่พุ่งเหยียดอย่างรวดเร็วล่าเหยื่อในบริเวณนี้ด้วย

ป่าใต้ท้องทะเล

          เป็นระบบนิเวศที่พบเฉพาะในทะเลเขตร้อนเท่านั้น และต้องมีน้ำที่ใส ระดับน้ำลึกไม่เกิน 50 เมตร พอที่แสงจะส่องมาถึงในปริมาณที่เหมาะสม อุณหภูมิของน้ำทะเล 18-29 องศาเซลเซียส คลื่นและกระแสน้ำต้องไม่รุนแรงมากนัก ปริมาณตะกอนในน้ำต้องน้อย เนื่องจากถ้ามีตะกอนมาก จะทำให้แสงส่องผ่านไปสู่ปะการังได้น้อย และถ้ามีการทับถมของปริมาณตะกอนที่มากก็จะทำให้ปะการังตาย ซึ่งปัจจัยจำกัดเหล่านี้จะทำให้เราพบแนวปะการังเฉพาะตามหมู่เกาะที่ห่างไกลจากชายฝั่ง

          ถ้าบอกว่าป่าฝนเขตร้อนเป็นระบบนิเวศทางบกที่มีความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตสูงสุด แนวปะการังก็เช่นเดียวกันเป็นระบบนิเวศในทะเลที่มีความหลากหลายของสิ่งมรชีวิตสูงสุด โดยพบปลามากกว่า 3,000 ชนิด และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ อีกมากมาย นอกจากนี้ แนวปะการังยังเป็นสิ่งก่อสร้างตามธรรมชาติที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก เกิดจากการรวมตัวของสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก นั่นคือตัวปะการังที่มีอยู่หลายร้อยชนิด แต่มีปะการังแข็งเท่านั้นที่จะรวมตัวกันเป็นแนวปะการังโดยตัวปะการังจะอาศัยอยู่ในโครงสร้างหินปูน ขณะที่ตัวปะการังอ่อนจะอาศัยอยู่ภายนอกโครงสร้างหินปูน ขณะที่ตัวปะการังอ่อนจะอาศัยอยู่ภายนอกโครงสร้างหินปูน

Explore More

ระบบนิเวศคืออะไร

Biological Ecosystem

ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หมายถึงสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัวเรา ทั้งสิ่งมีชีวิต และสิ่งไม่มีชีวิต สามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่า และไม่สามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่า รวมทั้งสิ่งที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติและสิ่งที่มนุษย์เป็นผู้สร้างขึ้น หรืออาจกล่าวได้ว่าสิ่งแวดล้อมประกอบด้วยทรัพยากรธรรมชาติและทรัพยากรที่มนุษย์สร้างขึ้นในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง และสามารถนำมาเป็นปัจจัยเอื้อประโยชน์ในการดำรงชีวิต รวมถึงการผลิตสินค้าและบริการต่างๆ เพื่อสนองความต้องการของมนุษย์  ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจะอยู่รวมกันเป็นกลุ่มคละกันไป โดยอยู่ร่วมกันอย่างมีโครงสร้าง เป็นระบบมีกฎเกณฑ์ หรือข้อบังคับที่ควบคุมกันเองตามธรรมชาติรวมทั้งที่มนุษย์กำหนดขึ้น การอยู่เป็นกลุ่มของสรรพสิ่งเหล่านี้ จะแสดงพฤติกรรมร่วมกันภายในขอบเขตและแสดงเอกลักษณ์ของกลุ่มออกมาอย่างชัดเจน กลุ่มของสรรพสิ่งเหล่านี้อาจเรียกว่า ระบบนิเวศ หรือระบบสิ่งแวดล้อมก็ได้           เมื่อมองลึกลงในรายละเอียด อาจอธิบายเพิ่มเติมได้ว่าระบบนิเวศเป็นความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสิ่งมีชีวิตด้วยกัน และระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสภาพแวดล้อมทางกายภาพ ได้แก่ แสงอาทิตย์ อากาศ น้ำ ดิน

6 ภูเขาที่สูงที่สุดในโลก

ภูเขาที่สูงที่สุดในโลก

ภูเขา ทิวเขา หรือเทือกเขาหมายถึง ลักษณะภูมิประเทศ ที่มีความสูงตั้งแต่ 600 เมตรขึ้นไปจากพื้นที่บริเวณรอบ ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับเนินเขา แต่ว่าเนินเขานั้น จะมีพื้นที่สูงจากบริเวณรอบ ๆ ประมาณ 150 แต่ไม่เกิน 600 เมตร โดยจะแบ่งเป็นลักษณะต่างๆ คือ ภูเขาโก่งตัว ภูเขาเลื่อนตัวหรือหักตัว ภูเขาโดม และภูเขาไฟ  ในวันนี้จะพาไปทำความรู้จักกับ 6 ภูเขาสูงที่สุดในโลกกันเลย 1. Everest ยอดเขาเอเวอร์เรสต์ (Everest) ยอดเขาที่สูงที่สุดในโลก

พลังงานลมในเมืองใหญ่ ทำได้จริงในทางวิศวกรรม หรือแค่ความหวัง?

พลังงานหมุนเวียน

เมื่อพูดถึง “กังหันลมผลิตไฟฟ้า” เรามักนึกถึงภาพทุ่งกว้างริมทะเลหรือบนภูเขาสูงที่มีกังหันยักษ์ตั้งเรียงราย แต่ในบริบทของ “เมืองใหญ่” (Urban City) ที่เต็มไปด้วยตึกระฟ้าและการใช้พลังงานมหาศาล แนวคิดเรื่องการนำพลังงานหมุนเวียนจากลมมาใช้กลางกรุงกลับเป็นประเด็นถกเถียงที่น่าสนใจ หลายคนตั้งคำถามว่า ลมในเมืองที่แปรปรวนจะปั่นไฟได้จริงหรือ? หรือจะเป็นเพียงประติมากรรมประดับตึกที่หมุนบ้างไม่หมุนบ้าง? บทความนี้จะพาไปหาคำตอบผ่านมุมมองวิศวกรรมและนวัตกรรมล่าสุด ความท้าทายของลมเมือง (The Urban Wind Challenge) การผลิตไฟฟ้าจากลมในเมืองมีความยากกว่าในที่โล่งแจ้งหลายเท่า เนื่องจากปัจจัยทางกายภาพ: นวัตกรรมที่เข้ามาพลิกเกม (Game-Changing Innovations) แม้อุปสรรคจะเยอะ แต่นักวิศวกรไม่เคยหยุดพัฒนา เพื่อให้พลังงานหมุนเวียนสามารถแทรกซึมเข้าสู่พื้นที่เมืองได้ Checklist: เมืองแบบไหนที่ “เวิร์ก” กับพลังงานลม?