จากการพัฒนาอย่างก้าวล้ำทางด้านความเป็นอยู่ของมนุษย์ ได้ก่อให้เกิดการทำลายธรรมชาติ และทำลายสิ่งแวดล้อมมากมาย ซึ่งในขณะนี้ทั่วโลกก็มีความตื่นเต้นในการจัดการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ในวันนี้เราก็มี 3 โปรเจควิทยาศาสตร์ที่น่าติดตาม มานำเสนอให้คุณได้เพิ่มเติมความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีคุณภาพแห่งอนาคตนี้กัน
1. กริดอัจฉริยะ
สมาร์ตกริดกำลังเปิดตัวการทดสอบในสหรัฐอเมริกา และต่างประเทศ แนวคิดนี้มีจุดประสงค์อยู่ที่เพิ่มการผลิตพลังงานในท้องถิ่นไปจนถึงระดับครัวเรือน และยังทำให้สามารถจัดเก็บพลังงานที่มาจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนได้ ซึ่งอาจก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในการผลิตพลังงานให้มีความก้าวล้ำ และเป็นพลังงานที่สะอาดยิ่งกว่าเดิม จากการศึกษาของสถาบันวิจัยพลังงานไฟฟ้า ภายในปี 2030 พบว่าเทคโนโลยีสมาร์ตกริด อาจช่วยทำให้ลดการปล่อยคาร์บอนลง 58% เมื่อเทียบกับระดับเมื่อ 10 ปีที่แล้ว
2. การดักจับคาร์บอน
การที่มีคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศมากเกินไป ก็จะทำให้โลกของเราร้อนขึ้น แต่จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเราสามารถดักจับคาร์บอนไดออกไซด์เหล่านี้ไม่ให้ลอยขึ้นสู่อากาศได้ นี่คือหลักการของ Carbon Capture and Storage (CCS) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีประเภทใหม่ที่จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในโลกของเราในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า จากข้อมูลของสมาคม CCS เทคโนโลยีการดักจับคาร์บอนไดออกไซด์ จะช่วยแยกก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากก๊าซที่ผลิตในการผลิตไฟฟ้า
และกระบวนการทางอุตสาหกรรมด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งจาก 3 วิธี ได้แก่…การดักจับก่อนการเผาไหม้ การดักจับหลังการเผาไหม้ และการเผาไหม้เชื้อเพลิงออกซี คาร์บอน จะถูกขนส่งโดยท่อส่งและเก็บไว้ในชั้นหินที่อยู่ลึกลงไปใต้พื้นดิน ในปี 2560 โรงงานดักจับ CO2 แห่งแรกของโลกได้เปิดดำเนินการในสวิตเซอร์แลนด์ ส่วนสตาร์ทอัพในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา ก็ได้พัฒนาโรงงานดักจับคาร์บอนของตนเอง ซึ่งคาดว่าจะพัฒนาอย่างก้าวกระโดดมากในอนาคต
3. นิวเคลียร์ฟิวชัน
ดวงอาทิตย์ได้รับพลังงานจากการรวมตัวของนิวเคลียสของไฮโดรเจน ก่อตัวเป็นฮีเลียม ซึ่งเป็นเวลานานหลายทศวรรษแล้วที่นักวิทยาศาสตร์ทำงานอย่างหนัก เพื่อนำกระบวนการเดียวกันนี้มาสร้างพลังงานที่ยั่งยืน แนะนำมาใช้ในโลกของเรา และเป็นพลังงานที่นำเสนอรูปแบบการปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์อีกด้วย ซึ่งมีการคาดว่าระยะเวลาโดยทั่วไปที่ระบบพลังงานฟิวชันจะสำเร็จคือ 30 ปี แต่ทีมงานของ MIT เชื่อว่าจะสามารถนำพลังงานฟิวชันมาใช้งานได้ จะใช้ระยะเวลาเพียง 15 ปีเท่านั้น
และนี่ก็คือ 3 โปรเจคระดับนานาชาติที่ถ้าสร้างเสร็จแล้วนำมาใช้งานในชีวิตประจำวันได้จริง ๆ ก็จะทำให้ชีวิตของมนุษย์เปลี่ยนแปลงไปมากเลยทีเดียว และในขณะเดียวกันก็ยังดีต่อสิ่งแวดล้อมบนโลกของเราอีกด้วย
